เขาใหญ่....คนเล็ก

posted on 21 Aug 2016 12:46 by jintanaking

รู้สึกงงตัวเองเหมือนกัน เวลาไปเขาใหญ่ ทำไมชอบถนนที่เขาใหญ่มาก อาจจะเป็นเพราะ ถนนสวย มีรถน้อย มีต้นไม้ร่มรื่น

 

ไปทีไรอดถ่ายรูปไม่ได้ ต้นไม้เขียวดี

 

ไม่ว่าจะไปหน้าไหน ก็ชอบ หน้าแล้ง หน้าฝน ยิ่งหน้าหนาวนี่ชอบมาก

 

เคล็ดลับของการไปเขาใหญ่ ต้องการให้ดูเหมือนว่า มีเราอยู่คนเดียวคือ ไปวันธรรมดา ห้ามไปวันหยุดเด็ดขาด เพราะถ้าไปวันหยุด ท่านจะไม่มีสิทธิ์ไปนั่งแบบนี้แน่นอน

 

ทุกครั้งที่ไป จะเจอกับเจ้าถิ่นตลอด เจ้าจ๋อชอบมาขออาหารจากคนที่ผ่านไปผ่านมา คนนี่ก็ช่างนะ เจ้าหน้าที่เขาอุตส่าห์เขียนป้ายบอกว่า อย่าให้อาหารสัตว์ ก็ไม่ค่อยปฎิบัติตามหรอก ชอบจอดรถแล้วให้ขนมลิง

 

คราวนี้ก็ได้เรื่องสิ ลิงพอได้อาหราง่ายๆ ก็จะไม่ไปหากินตามธรรมชาติ คอยมานั่งรอตามถนน 

 

นี่หล่ะ.....อันตรายจริงๆ บางทีรถก็ทับเจ้าจ๋อบ้างก็มี ฯลฯ

 

ไปหน้าฝนก็สวยนะคะ แต่ต้องขับด้วยความระมัดระวัง ถนนอาจลื่นได้ ได้บรรยากาศไปอีกแบบ

 

 

ถนนสุดลูกหูลูกตา ท่ามกลางป่าเขา

แต่.....ทุกครั้งที่ไป ใจจะแบ่งเป็น 2 ภาค ใจหนึ่งอยากเจอช้างป้า แต่อีกใจภาวนาว่า อย่าเจอเลยเถอะ กลัว

แต่.....สิ่งที่ต้องเจอทุกครั้ง เจอตลอดคือ อึช้าง  อึสดๆ อึแห้งๆ เยอะไปหมด

เดินทางโดยใช้เส้นทางบนเขาใหญ่เป็นร้อยๆครั้ง เจอช้างป่าอยู่ 2 ครั้ง คือโขลงช้างป่าเต็มถนน พ่อช้าง แม่ช้าง ลูกช้าง ปู่ย่าตายายช้าง ครั้งที่ 2เจอช้างป่าแม่ลูก 2 ตัวครั้งนี้ไม่น่ากล้วเท่าครั้งแรก

 

ต้องได้ไปอีกแน่ๆ...................ไปมั๊ย

 

 

 

 

ยังเขียนได้มั๊ย?

posted on 05 Aug 2016 11:51 by jintanaking

คิดถึงๆๆๆๆๆๆ ไม่ได้เข้าห้องนี้มานานมาก ยังคิดถึงกันอยู่มั๊ยนะ

 

ถ้ายังคิดถึงกัน ส่งเสียงมาหากันหน่อยนะคะ

 

ได้มีเวลาเขียนสักที หลังจากตัวขี้เกียจจับเป็นก้อนที่สันหลัง ต่อจาก Entry ที่แล้ว ยังอยู่ที่ อำเภอภูเขียว ชัยภูมิ บ้านเพื่อน
 
ตื่นมาด้วยอุณภูมิหนาวจับใจ ควันออกปาก แต่ขอบอก ชอบอากาศแบบนี้มากมาย เพราะได้ใส่เสื้อสวยๆ
 
 



 
เพื่อนรักพามากินข้าวเช้าในตลาดชุมแพ อ้าว...ชุมแพอยู่ขอนแก่นนี่นา ใช่ๆๆๆ เพราะบ้านเพื่อนอยู่ติดกับชุมแพขอนแก่น
 
หลังจากกินข้าวเสร็จร่ำลากันเรียบร้อย ก็ออกเดินทางสู่จังหวัดอุดรธานี

 
จุดหมายของเราคือ วัดป่าภูก้อน วัดป่าภูก้อน ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่านายูงและป่าน้ำโสม ท้องที่บ้านนาคำ ตำบลบ้านก้อง อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี อันเป็นรอยต่อแผ่นดิน 3 จังหวัด คือ อุดรธานี เลย และหนองคาย กำเนิดขึ้นจากการดำริชอบของพุทธบริษัทสี่ ผู้ตระหนักถึงคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและป่าต้นน้ำลำธาร ซึ่งกำลังถูกทำลาย
 
 
มาถึงเกือบเที่ยงแล้ว แต่ก็ยังหนาวอยู่ แดดแรงนะ แต่หนาว

หลังจากดูจากรูปมานาน ได้มาเห็นของจริง บอกได้คำเดียว อลังการ สวยงามสุดๆ
 
 
 
ปัจจุบันนี้วัดมีศาลาอุโบสถ 2 ชั้น 1 หลัง ซึ่งเป็นที่ประกอบพิธีสงฆ์ชั้นบนและเป็นที่ฉันชั้นล่าง มีกุฏิพระ 45 หลัง เรือนครัว 1 หลัง เรือนพักฆราวาส 6 หลังถังเก็บน้ำคอนกรีต 20 ถัง และห้องน้ำจำนวนมาก โดยใช้ระบบประปาภูเขา จากฝายเก็บน้ำดินขนาดเล็กที่เป็นแหล่งต้นน้ำซับและน้ำตกในวัด ซึ่งต่อมากรมชลประทานได้บูรณะถวายให้แข็งแรงถาวรในปี 2538 และวัดยังได้ต่อระบบประปาไปถึงหมู่บ้านนาคำที่อยู่ห่างจากวัดไป 4 กม. เพื่อให้ชาวบ้านมีแหล่งน้ำใช้อย่างสะดวกและสะอาด
 
 
ภายในพระวิหารยังเป็นที่่ประดิษฐานของ พระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนี พระพุทธไสยาสน์ขนาดความยาว 20 เมตร สร้างขึ้นด้วยหินขาวอ่อนจากประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นหินขาวอ่อนที่มีความสวยงามและทนทานมากที่สุด ใช้ระยะเวลาในการสร้างถึง 6 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 - 2555 ซึ่งคณะพุทธบริษัทวัดป่าภูก้อนร่วมใจกันสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลพิเศษ ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลมหาราช ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ 84 พรรษา เมื่อปี พ.ศ.2554 ออกแบบและแกะสลักองค์พระพุทธไสยาสน์โดย อาจารย์นริศ รัตนวิมล ยอดศิลปินประติมากรหินของไทย
 
 
การเดินทางไปวัดป่าภูก้อน อยู่ห่างจากตัวจังหวัด 124 กิโลเมตร จากจังหวัดอุดรธานี ไปตามทางหลวงหมายเลข 2 (อุดรธานี-หนองคาย) ถึงกิโลเมตรที่ 13 เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2021 (อุดรธานี-บ้านผือ) ไปยังบ้านนาคำใหญ่ อำเภอนายูง
 

 
เราออกจากวัดเมื่อบ่ายแก่ๆ มุ่งตรงสู่จังหวัดหนองคาย แต่เป้าหมายจริงๆที่จะนอนในคืนนี้คือจังหวัดบึงกาฬ 
 
เราแวะหนองคายเพราะมีเป้าหมายคือ....กินอาหารเวียตนาม แหนมเนืองนั่นเอง
และแล้วก็มาถึงหนองคายซะเย็นเลย เพราะถนนไม่ค่อยดีเท่าไหร่
 
 
มาจอดรถแถวๆนี้ แล้วก็ เดิน เดิน เดิน เดิน ไปจนเห็น
 
 
 
พอท้องอิ่มเราก็ออกเดินทางต่อ โดยมีจุดหมายที่จังหวัดบึงกาฬ

 
ขณะนี้เป็นเวลา 22:00 น แล้วนี่ฉันจะถึงบึงกาฬกี่โมงอ่ะ

มีธุระที่จะไปชัยภูมิ ก็เลยวางแผนเที่ยวซะเลย ไหนๆก็ต้องปิดร้านแล้วนี่ ปิดเพิ่มสัก 4-5 วัน ช่างมัน ( คงหมายถึง ช่างคอทองแดง)
 
13 ม.ค. 58
 
เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า แล้วออกเดินทางเลยครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ออกจากบ้านตี5 เป๊ะ จะบอกว่าเป็นครั้งแรกที่ต้องขับรถขึ้นเขาปักธงชัย ซึ่งเป็นเขาที่กลัวมากๆ เพราะจะมีข่าวอยู่บ่อยๆ บนถนนเส้น 304 กบินทร์บุรี - ปักธงชัย แต่ก็ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด อาจะเป็นเพราะเราออกเดินทางแต่เช้า รถจึงยังไม่เยอะนัก ส่วนมากจะเป็นรถบรรทุก รถพ่วง
 
 
เส้นทางหลวงหมายเลข 304 ยามเช้า รถน้อย ดีมากสำหรับมือใหม่อย่างเรา
 
นัดเจอกับเพื่อนที่ปั๊มน้ำมันอะไรสักอย่างที่อยู่ตรงข้ามกับบิ๊กซีชัยภูมิ เพื่อนบอกจะพาไปเที่ยว มอหินขาว จริงๆแล้วเรามาชัยภูมิหลายครั้งมาก แต่ยังไม่เคยไป มอหินขาว เลย ครั้งนี้ครั้งแรก
 
 
ก็ดีนะ หินอะไรจะใหญ่โตขนาดนั้น 
 
 
คนที่สนุกที่สุดคงจะเป็น พี่แว่น 
 
 
วิวสวยนะ ลมแรงดี ก็จะมีคนมาเที่ยวเรื่อยๆ
 
 
หากฉันบินๆไปได้ดังนก 
 
 
และแล้วกองทัพต้องเดินด้วย ท้อง หิวมากมาย เหมือนจะกินช้างได้เป็นตัวๆ
 
 
และแล้วคืนนี้ก็นอนที่บ้านเพื่อนในอำเภอภูเขียว บอกได้ว่า....
 
สนุกสุดๆ อิ่มสุดๆ สบายสุดๆ มีความสุขสุดๆ
 
ทำธุระแป๊บเดียว เที่ยวครึ่งวัน แต่วันต่อไปและอีกหลายวัน เที่ยวเท่านั้นครับ
 
 

ปัดฝุ่น เช็ดถู

posted on 30 Apr 2015 12:39 by jintanaking
หาทางเข้าบ้านนี้อยู่หลายเพลา ตอนนี้เข้าได้แล้วค่ะ ดีใจแท้ กำลังปัดกวาดเช็ดถู อยู่ค่ะ จะมีใครจำเราได้อยู่มั๊ยหนอ แต่ไม่เป็นไร ขอแค่ได้เข้ามานอนพักผ่อนให้สบายใจเหมือนที่เคยทำเมื่อหลายปีก่อน ก็โอเค.....นะ
 
มีหลายจุด หลายที่ที่เจ้าของบ้านอย่างเราลืมๆไปแล้วว่า อะไรอยู่ตรงไหน เอาน่าเดี๋ยวก็รู้ไปเองหล่ะเนาะ 
 

ชีวิตยิ่งกว่านิยาย

posted on 02 Jul 2013 13:29 by jintanaking
 
     วันนี้แม่บอกให้พาไปวัด เพื่อเอาของไปช่วยทำบุญกับศพไม่มีญาติ ( จริงๆเขาคงมีญาติ แต่ไม่มีใครมาดูแลมากกว่า ) เลยทำให้นึกถึงตอนเด็กๆที่ยังพอจำได้คลับคล้ายคลับคลา ถึงผู้ตาย.....( คนตายเป้นแม่ชี )
 

 
 
     แม่จะเรียกสามีของคนตายว่าปู่ ( จริงๆไม่ได้เป็นญาติอะไรกัน แต่เรียกเพราะปู่แกแก่จริงๆ ) ปู่แกได้เมียยังสาว แถมสวยด้วย แม่เลยต้องเรียกเมียปู่ว่า ย่า ทั้งๆที่ย่ายังสาว  แม่คงเรียกแทนเรามั้ง เพราะตามต่างจังหวัด เห็นจะเรียกศักดิ์แทนลูกๆ เช่น แม่จะเรียกพี่สาวของเตี่ยว่า ป้า เรียกน้องสาวของเตี่ยว่า อา
   
 
     ใครก็จะบอกว่า อิจฉาปู่เพราะปู่ได้เมียสาว  เท่าที่จำได้ตอนนั้นเราอยู่ประมาณประถมต้น ปู่ไม่ได้ทำงานอะไรแล้ว ปู่แกมีที่ดินเยอะแยะ ให้เขาเช่าเก็บค่าเช่ากินสบายๆ พอเราจบประถมปลายก็ไปเรียนต่อต่างจังหวัด ก็ห่างหายไปไม่ได้สนใจนัก อีกสักระยะแม่ก็บอกว่า ปู่แกเสียแล้ว
 
 
     ย่ายังสาวเป็นเจ้าของสมบัติทั้งหมด ลูกเต้าไม่มี แต่แกก็เลี้ยงลูกบุญธรรมไว้คนหนึ่งตั้งแต่สมัยปู่อยู่ แม่เล่าให้ฟังต่อว่า ย่าแกอยากเป็นเถ้าแก่ลานมัน (สมัยนั้นใครมีลานมัน รับซื้อมันสัมประหลัง ใครก็จะเรียกเถ้าแก่ และก็จะเป็นคนมีอันจะกิน ) ลูกบุญธรรมบอกว่าจะสร้างลานมันแล้วให้ย่าเป็นคนนั่งคอยรับซื้อหัวมัน แต่ต้องยกที่ที่จะสร้างลานมันให้ลูกบุญธรรม แกก็เลยยกให้ ทำมาได้สักพักก็เกิดทะเลาะกัน ย่าก็เลยออกมาโดยเสียที่ดินตรงนั้นไป ( ซึ่งต่อมาลานมันตรงนั้นก็ไปไม่รอด เจ้ง ลูกบุญธรรมเลยต้องขายที่ แล้วย้ายไปซื้อที่ที่อยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง)
 
 
     ย่าออกมาอยู่คนเดียวได้สักพัก (ที่ดินของย่ายังมีอีกเยอะ จำได้เวลาไปไหนผ่านที่ดินหลายๆแปลง เตี่ยกับแม่ก็จะเล่าว่า "เนี่ยเมื่อก่อนเป้นที่ดินของย่าหนู") ย่ามีสามีใหม่ เป็นสามีใหม่ที่หนุ่มๆแถวนั้นต้องอิจฉา เพราะ ย่ารวย สาวๆแถวนั้นก็พากันอิจฉาย่า เพราะย่าได้สามีเด็กกว่าตั้งเยอะ
 
 
     คุณสมบัติของสามีใหม่ของย่า....กินเหล้าเมายา เล่นการพนัน เจ้าชู้ ฯลฯ
 
" แล้วมันจะเหลืออะไร" สมบัติของย่าถูกผลาญหมดในพริบตา ที่ดินหลายร้อยไร่เกลี้ยง ย่าหมดตัว สามีใหม่ย่าก็ทิ้งไป ย่าไม่มีใคร เลยไปบวชชีอยู่ที่สำนักสงฆ์ภาวนาพุทธโธ ที่อยู่กลางป่า  พอมาช่วงที่พระพุทธโธโดนจับ สำนักสงฆ์นี้ก็เงียบหายไป แต่ย่าก็ยังอยู่ที่นี่.....
 
 
     จนมาเมื่อวานชาวบ้านมาแจ้งกับผู้ใหญ่ว่า ย่าตายแล้ว คงจะตายมาหลายวันแล้ว ผู้ใหญ่ก็เลยแจ้งเทศบาลไปเอาศพมาจัดการให้ที่วัดในหมู่บ้านเรา สำนักสงฆ์ที่ย่าตายอยู่คนละหมู่บ้านกัน พวกเรายังนึกแปลกใจว่าทำไมไม่เอาศพไว้ที่นั่น แม่บอกว่า วัดนั้นคงไม่มีใคร ไม่มีที่เผา ไม่มีอะไรเลย เป็นกระท่อมเล็กๆอยู่ 2-3 กระท่อมเท่านั้นเอง 
 
 
     เมื่อวานเทศบาลประกาศเสียงตามสายบอก ให้ช่วยกันเอาของมาทำบุญกับศพไร้ญาติ วันนี้แม่เลยชวนเอาของไปทำบุญ มีข้าวสาร 1 กระสอบเล็กๆ นมไวตามิ้ลขวด 1 ลัง สำหรับถวายพระตอนพระสวดอภิธรรมศพ แม่บอกว่าวันเผาค่อยมาใหม่ เพราะดูแล้วไม่เห็นมีใคร พวกเรากำลังรอดูว่า ลูกบุญธรรมแกจะมามั๊ย
 

 
 
     วันนี้ไปวัดกะว่าจะดูรูปย่าสักหน่อยเพราะจำไม่ได้แล้วว่าหน้าตาเป็นอย่างไร....แต่ต้องผิดหวังเพราะย่า...."ไม่มีอะไรเลย"
 
 

 
 
 
 
 

 
      

" เพื่อน"

posted on 01 Jun 2013 14:31 by jintanaking
ถ้าให้เลือกระหว่าง
 
1.มีเพื่อนรวยหรือมีฐานะดีกว่าคุณ
2.มีเพื่อนจนหรือมีฐานะต่ำกว่า
 
     คนส่วนใหญ่คงเลือกข้อ 1 เพราะว่าเพื่อนรวยนั้นสามารถเป็นที่พึ่งพาได้เวลาเดือดร้อนเรื่องเงินทอง ไปไหนมาไหนกับเขาก็ได้รับความสะดวกสบาย อาจไม่ต้องควักเงินเลยด้วยซ้ำ บางคนให้เหตุผลว่า มีเพื่อนรวยทำให้รู้สึกโก้ มีหน้ามีตา
 
     อย่างไรก็ตาม การมีเพื่อนรวยนั้นก็มีข้อเสียอยู่ไม่น้อย หนึ่งในนั้นคืออาจทำให้คุณเจ็บป่วยได้มากขึ้น ไม่นานมานี้ นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยชิคาโกได้สอบถามความเห็นและข้อมูลจากคนจำนวน 3000 คน อายุระหว่าง 57-85 ปี โดยขอให้ทุกคนประเมินสุขภาพของตนและระบุโรคประจำตัวของตน รวมทั้งจัดอันดับสถานะการเงินของตนเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนฝูง ครอบครัว เพื่อนบ้าน และเพื่อนร่วมงาน
 
     ข้อสรุปที่พบคือ คนที่มีฐานะการเงินต่ำกว่าคนอื่นๆที่ตนคบหาอยู่ด้วย มีโอกาสที่จะเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆโดยเฉพาะโรคหัวใจ มากกว่าผู้อื่นถึง 22%
 
     ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เหตุผลคือ คนที่คบเพื่อนรวยนั้นมักจะไม่มีความสุข เนื่องจากรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า จึงเกิดความเครียด ซึ่งหากสะสมเรื้อรังก็จะทำให้เจ็บป่วยได้
 
 
จาก หนังสือ "สุขกับชีวิต เป็นมิตรกับความตาย" ของ พระไพศาล วิสาโล
 
 
     โดยส่วนตัว ไม่เคยคิดคบเพื่อนจากฐานะ  หลักสำคัญคือ คุยกันรู้เรื่อง คุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่เห็นแก่ได้ ไม่เห็นแก่ตัว แค่นี้ก็คบกันได้แล้ว 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ขำที่ 3

posted on 06 Mar 2013 16:23 by jintanaking
 
 

ขำที่ 2

posted on 28 Feb 2013 22:10 by jintanaking
 
 

ขำที่ 1

posted on 27 Feb 2013 22:44 by jintanaking